3 แฟรนไชส์ น่าลงทุน

az12

1.ซูโม่ ลูกชิ้นปลาระเบิดพุงแตก (Sumo Fishball) เป็นแฟรนไชส์ที่ตอบสนองความต้องการของท่านที่ต้องการขายลูกชิ้นปลาระเบิดเกรด A ลูกละ 1 บาท ซึ่งจะทำขายง่ายและซื้อง่าย จะขายหรือซื้อกี่ลูกก็ได้ ไม่ว่าจะ 5 ลูก 10 ลูก หรือ 20 ลูกก็ขายได้ ทำให้ท่านสามารถขายได้ทุกกลุ่มของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เด็กโต หรือผู้ใหญ่ มีเงินมาก เงินน้อยก็สามารถชิมความอร่อย ของลูกชิ้นปลาระเบิดซูโม่ได้ ซูโม่ลูกชิ้นปลาระเบิดบาทเดียว เป็นลูกชิ้นปลาทอดเกรด A ผลิตจากปลาทะเลสด ไม่มีสารกันบูด สารบอแรกซ์ โรงงานผู้ผลิตลูกชิ้นซูโม่ได้รับมาตรฐาน GMP, อย., และฮาลาล อีกทั้งได้รับการรับรองความอร่อยจาก เชลล์ชวนชิม ได้รับรางวัลมาตรฐาน และรางวัลมากมาย ทำให้มีผู้สนใจลงทุนกับเราแล้วมากกว่า 800 สาขา เพราะฉะนั้น แฟรนไชส์ซูโม่ลูกชิ้นปลาระเบิดพุงแตกจึงเหมาะสำหรับผู้มีรายได้น้อยแต่ต้องการมีอาชีพเสริม ด้วยเงินลงทุนต่ำ กำไรดี จัดการง่าย คืนทุนเร็ว ค่าแฟรนไชส์ 1,900 บาท ระยะเวลาคืนทุนขึ้นอยู่กับทำเล เฉลี่ยไม่เกิน 1 เดือน

2.ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ (Kaitodsamunprai Chiangkham) เป็นร้านขายไก่ทอดสมุนไพร ที่แตกต่างจากไก่ทอดทั่วไป กรอบนอก นุ่มใน หอมสมุนไพรเข้าเนื้อใน ลงทุนต่ำ ทำง่าย ขายดี ไม่เสียค่าแฟรนไชส์ที่ต้องจ่ายรายเดือน เสียค่าสูตรเพียงครั้งเดียว เรียนได้ด้วยตัวเองจนประกอบอาชีพได้จริง เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ ใช้เงินลงทุนต่ำ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เป็นเจ้าของสูตรด้วยตัวเอง กำหนดราคาขายด้วยตัวเอง ผลตอบแทนไม่ต้องแบ่งให้เจ้าของแฟรนไชส์ ไม่ต้องชื้อวัตถุดิบใดๆ หาชื้อได้เองตามท้องตลาดใกล้บ้าน ด้วยรสชาติอร่อยกว่าไก่ทอดทั่วไป กลิ่นหอม สีสวย ไม่อมน้ำมัน เนื้อนุ่มร่อนไม่ติดกระดูก มีทั้งสูตรสมุนไพรจีน และสมุนไพรไทย ค่าแฟรนไชส์ (ค่าสูตร) 2,900 บาท ระยะเวลาคืนทุน 1 เดือน

3.ใจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิดเถิดเทิง (Giant Lookchin) เป็นแฟรนไชส์ลูกชิ้นปลาระเบิดเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่ได้รับการรับรองแฟรนไชส์มาตรฐานจากกระทรวงพาณิชย์ (DBD) รางวัลแฟรนไชส์คุณภาพ และเป็นแฟรนไชส์ที่มีการเติบโตสูงสุดประจำปี 2555 (TFBO) เพราะเจ้าของแฟรนไชส์ได้มีการพัฒนาสินค้าและทำการตลาดตลอดเวลา เพื่อตอบสนองท่านที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง ให้สามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีความสุข การันตีความอร่อยโดยเชลล์ชวนชิม, ถนัดศรีชวนชิม, รายการ SME ชี้ช่องรวย (ช่อง 11), มติชนรายสัปดาห์ และนิตยสารสร้างอาชีพทุกฉบับ ที่สำคัญโรงงานผลิตลูกชิ้น ได้รับมาตรฐาน GMP อย. และฮาลาล ไจแอ้นลูกชิ้นระเบิดเถิดเทิง เป็นธุรกิจแฟรนไชส์จำหน่ายลูกชิ้นปลาระเบิด ลูกชิ้นกุ้งระเบิด ปลาเส้น และปลาเยาวราช มีสินค้าหลากหลายให้เลือกจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ และเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยมีน้ำจิ้มรสเด็ด อร่อยไม่เหมือนใคร เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ค่าแฟรนไชส์ 2,900 บาท ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 1 เดือน
 

ระบบการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย

ในระบบเครือข่ายนั้นมีผู้ร่วมใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีทั้งผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ร้ายควบคู่กันไป สิ่งที่พบเห็นกันบ่อยๆ ในระบบเครือข่ายก็คืออาชญากรรมทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายประเภทด้วยกัน เช่น พวกที่คอยดักจับสัญญาณผู้อื่นโดยการใช้เครื่องมือพิเศษจั๊มสายเคเบิลแล้วแอบบันทึกสัญญาณ พวกแฮกเกอร์ (Hackers) ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปเจาะระบบคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่าย หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Computer) ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นมาโดยมุ่งหวังในการก่อกวน หรือทำลายข้อมูลในระบบการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายมีวิธีการกระทำได้หลายวิธีคือ

716231763

การระมัดระวังในการใช้งาน การติดไวรัสมักเกิดจากผู้ใช้ไปใช้แผ่นดิสก์ร่วมกับผู้อื่น แล้วแผ่นนั้นติดไวรัสมา หรืออาจติดไวรัสจากการดาวน์โหลดไฟล์มาจากอินเทอร์เน็ต

หมั่นสำเนาข้อมูลอยู่เสมอ การป้องกันการสูญหายและถูกทำลายของข้อมูล

ติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบและกำจัดไวรัส วิธีการนี้ สามารตรวจสอบ และป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นการป้องกันได้ทั้งหมด เพราะว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

การติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall) ไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่ป้องกันบุคคลอื่นบุกรุกเข้ามาเจาะเครือข่ายในองค์กรเพื่อขโมยหรือทำลายข้อมูล เป็นระยะที่ทำหน้าที่ป้องกันข้อมูลของเครือข่ายโดยการควบคุมและตรวจสอบการรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายภายในกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การใช้รหัสผ่าน (Username & Password) การใช้รหัสผ่านเป็นระบบรักษาความปลอดภัยขั้นแรกที่ใช้กันมากที่สุด เมื่อมีการติดตั้งระบบเครือข่ายจะต้องมีการกำหนดบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านหากเป็นผู้อื่นที่ไม่ทราบรหัสผ่านก็ไม่สามารถเข้าไปใช้เครือข่ายได้หากเป็นระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูงก็ควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อย ๆ เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ระบบการรักษาความปลอดภัยในเว็บไซต์

ระบบการรักษาความปลอดภัยในเว็บไซต์
ในประเทศไทยประเด็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในการใช้งานเว็บไซต์เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้การพัฒนาด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังไม่มีผู้ใช้งานมากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่ปลอดภัยจริงๆ แต่บางส่วนเกิดจากความไม่เข้าใจอันจะนำไปสู่ความไม่น่าเชื่อถือ ทำให้การพัฒนาอีคอมเมิร์ซไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรความปลอดภัยจะครอบคลุมถึงความปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลเป็นสำคัญ เนื่องจากอีคอมเมิร์ซเป็นการทำงานอยู่บนระบบอินเตอร์เน็ตทำให้ข้อมูลที่อยู่บนระบบสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญ เช่นข้อมูลด้านการเงินที่ต้องมีมาตราการรักษาความปลอดภัยให้ดีที่สุด จริงๆ แล้ว การชำระสินค้าออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต ถือว่าเป็นวิธีการจ่ายเงินที่สะดวกและปลอดภัยทางหนึ่งบนโลกออนไลน์ เพราะมีบริษัทบัตรเครดิตคุ้มครองการชำระเงินอยู่ อีกทั้งยังมีรอบจ่ายที่ยืดเวลาทำให้ขณะที่ตัดผ่านบัตรเครดิตยอดเงินยังไม่ได้ถูกชำระจริงในเวลาที่ซื้อนี่ยังไม่รวมโปรโมชั่นต่างๆ ของบริษัทบัตรเครดิตที่มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าในการใช้วงเงิน แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ผู้ซื้อกลับไม่มั่นใจในการชำระสินค้าออนไลน์ ด้วยวิธีนี้มากนักอาจเพราะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการขโมยข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตของแฮกเกอร์ แต่กลับไม่กลัวในการใช้บัตรเครดิตกับร้านค้าย่อยๆ ไม่เคยตามพนักงานเข้าไปดูว่ามีการทำอะไรกับบัตรเครดิตเราบ้างเพราะมั่นใจว่าเป็นร้านที่มีตัวตน

มาตราการรักษาความปลอดภัยโดยทั่วไปจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างระบบป้องกัน โดยจะใช้การเข้ารหัสเป็นหลักในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สำหรับเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซที่มีการทำธุรกรรมทางออนไลน์ ส่วนใหญ่จะมีรหัสป้องกัน หรือใช้บริการของหน่วยงานที่มีการเข้ารหัส สังเกตได้จากชื่อโปรโตคอลที่เป็น https:// จะมีรูปแม่กุญแจที่ด้านล่างบราวเซอร์ที่ใช้งาน SSL (Secure Sockets Layer) คือ ระบบการรักษาความปลอดภัยในเว็บไซต์ โดยการเข้ารหัส (encrypt) ข้อมูลตัวมันเอง ใช้สำหรับการตรวจสอบ และยืนยันว่ามีตัวตนจริง ซึ่งสามารถนำมาตรวจสอบผู้ขายสินค้า โดยระบบจะทำการติดต่อไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีระบบ SSL หลังจากนั้นจะส่งใบรับรอง (server Certificate) กลับมาพร้อมการเข้ารหัส จากนั้นคอมพิวเตอร์ของฝั่งผู้รับจะทำการตรวจสอบใบรับรองอีกที เพื่อตรวจสอบตัวตนของฝั่งผู้ค้า ทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างปลอดภัย

เทคนิคการตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัย

ในการเก็บข้อมูลที่สำคัญไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราอาจไม่ใช่เรื่องยากที่บุคคลอื่นจะเข้าถึง แฮกเกอร์ใช้เครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการเข้าถึงรหัสผ่านที่คล้ายกันนับพันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อค้นหารหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เราสามารถช่วยป้องกันความปลอดภัยของเราได้โดยการใช้รหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดาก็สามารถป้องกันการโขมยข้อมูลได้แล้ว

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Social network มากมาย เช่น Facebook Twitter Instagram ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะจำพาสเวิร์ดได้หมด ไหนจะข้อมูลทางการเงินจากหลายธนาคาร ทำให้การตั้งพาสเวิร์ดการเป็นเรื่องที่ยากที่จะตั้งและยากที่จะจำขึ้นทุกวัน ใรบทความนี้จึงขอแนะนำวิธีตั้ว Password ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

1.ห้ามใช้รหัสเดียวกันกับทุกเว็บไซต์ เพราะถ้ามีคนได้พาสเวิร์ดเราไป เค้าสามารถเอาไปลองได้กับทุกเว็บ ดังนั้น ควรตั้งให้แตกต่างกันเข้าไว้ หรือถ้าขี้เกียจจริงๆอาจตั้งพาสเวิร์ดหลักไว้ก่อน จากนั้นค่อยเติมชื่อย่อเว็บทีหลังก็ได้เช่นกัน

2.ห้ามใช้คำทั่วๆไป คำที่ไม่มีในดิคชันนารี่ เดายากกว่าคำที่มีในดิคชั่นนารี่เสมอ ส่วนพาสเวิร์ดที่เป้นตัวเลขล้วนๆเช่น 12345678 ถือเป็นของต้องห้ามเพราะเดาง่ายสุดๆ

3.ตั้งให้ยาวๆเข้าไว้ เว็บไซท์ในทุกวันนี้มักจะต้องการพาสเวิร์ดความยาว 8 ตัวอักษรเป็นขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการความปลอดภัยจริงๆ 10 ตัวอักษรจะดีกว่า

4.ตัวเลขและเครื่องหมายต่างๆลงในพาสเวิร์ด โอกาสที่จะเดาพาสเวิร์ดถูกจะมีแค่ 1 ในหลายแสนล้าน  1A2b3C4d จะเดาสุ่มหรือใช้โปรแแกรมช่วยเดาได้ยากกว่า 1a2b3c4d หลายพันเท่า

5.พิมพ์พาสเวิร์ดภาษาอังกฤษด้วยคีย์บอร์ดภาษาไทย วิธีนี้นอกจากจะจำได้ง่ายแล้ว พาสเวิร์ดยังมี่ความปลอดภัยสูงมาก

6.อย่าส่งรหัสผ่านให้ใครไม่ว่ากรณีใดๆ เช่น ทางวาจา อีเมล์ msn และ sms ให้จำไว้เสมอว่า มันคือ รหัสลับที่ไม่ควรส่งไปให้ใครเด็ดขาด

7.เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน เพื่อลดโอกาสที่ใครจะแกะรหัสออก

8.หลีกเลี่ยงการใช้วัน เดือน ปีเกิด ชื่อตัว ชื่อจังหวัด หรือข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา มาใช้ในการตั้งรหัสผ่าน

จะเห็นได้ว่าการตั้ง Password ที่ถูกวิธีนั้นค่อนข้างยาก และใช้เวลา เมื่อนำมาใช้ในระยะแรกจะไม่สะดวก เพราะจำยาก แต่เป็นเพียงช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะจำได้เอง การใช้งานก็จะคล่องตัวขึ้น และโอกาสที่จะถูกลักลอบนำไปใช้ก็ยากขึ้น

การจัดการความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชั่น

ปัจจุบันเว็บไซต์และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสื่อประชาสัมพันธ์และเป็นช่องทางการตลาดของหลายองค์กร ซึ่งจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่มีการส่งผ่านครือข่ายเหล่านั้นมีความมั่นคงปลอดภัยเมื่อมีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงิน ดังนั้น การพัฒนาเพื่อช่วยให้ผู้ค้าทุกรายทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงมีข้อกำหนดของมาตรฐาน PCI DSS บางข้อที่เป็นการสร้างความปลอดภัยเบื้องต้นแก่เว็บไซต์ และเว็บให้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดการเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะอยู่ในส่วนที่เป็น Server Side System ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ค้า เจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ดูแลระบบ และผู้พัฒนาเว็บไซต์ที่ควรพิจารณาและดำเนินการเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยแก่ระบบสารสนเทศ ดังนี้
– เปิด services และโปรโตคอล เฉพาะที่มีการใช้งานในเครื่องให้บริการ และอุปกรณ์เครือข่ายที่จำเป็นต้องใช้งานเท่านั้น เพื่อลดช่องทางการถูกโจมตี หรือเข้าถึงระบบโดยผู้ไม่ประสงค์ดี
– ปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชันของเครื่องให้บริการให้มีความมั่นคงปลอดภัยทั้งในระดับระบบปฏิบัติการ ระดับโปรแกรมประยุกต์ รวมทั้งอุปกรณ์เครือข่ายที่สนับสนุนการทำงานของบริการเว็บไซต์ เพื่อลดการโจมตีระบบ
– ยกเลิกฟังก์ชันของระบบปฏิบัติการและโปรแกรมประยุกต์ ที่มีการติดตั้งบนเครื่องให้บริกา และอุปกรณ์เครือข่ายที่สนับสนุนการทำงานของบริการเว็บไซต์ที่ไม่มีการใช้งาน เพื่อลดเครื่องมือที่อาจถูกใช้โจมตีระบบ
– เข้ารหัสข้อมูล และช่องทางการเชื่อมต่อสื่อสารเพื่อจัดการระบบของผู้ดูแลระบบเมื่อมีการเข้าถึงเครื่องให้บริการ หรืออุปกรณ์เครือข่ายที่สนับสนุนการทำงานของบริการเว็บไซต์ โดยเลือกใช้โปรโตคอลที่มีการเข้ารหัสเช่น SSH VPN หรือ SSL เป็นต้น
– ใช้วิธีการเข้ารหัสที่มีความแข็งแกร่งยากต่อการถอดรหัส และเลือกโปรโตคอลที่มีความมั่นคงปลอดภัย เช่น SSL SSH หรือ VPN เป็นต้น
– พัฒนาและดูแลรักษาระบบปฏิบัติการ โปรแกรมประยุกต์ และอุปกรณ์เครือข่ายที่สนับสนุนการทำงานของการให้บริการเว็บไซต์ ให้มีความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ
– ห้ามเก็บข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนของลูกค้าภายหลังการพิสูจน์ตัวตนของระบบ เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้สวมรอยทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงด้านการจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ คือ พึงปฏิบัติตามคำแนะนำตามมาตรฐาน อื่น ๆอย่างครบถ้วน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบสารสนเทศจะเกิดความปลอดภัยขึ้นที่สุด แต่จะสามารถช่วยลดโอกาสและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบสารสนเทศได้เช่นกัน